อภิรัฐ 的个人资料pop_amon [ขอบคุณที่แวะเข...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


9月9日

Sony ยึดปรัชญาญี่ปุ่นใส่ Function & Emotion

Sony ยึดปรัชญาญี่ปุ่นใส่ Function & Emotion

ถึงแม้ว่าจะยอมรับว่าได้รับผลกระทบบ้างจากหางคลื่นมรสุมการเมือง จนทำให้โซนี่ไทยมีการเติบโตเพียง 4% (ขณะที่เพื่อนบ้านในละแวกเอเชียแปซิฟิกนั้นยังคงมีการเติบโตในหลัก 2 Digits อยู่ตามปกติ) แต่ก็ไม่มีทางที่โซนี่จะยอมยกธง


ในวันแถลงข่าวและสัมมนาผู้แทนจำหน่ายประจำปีที่ผ่านมา มร.คาซูโอะ นากาอิ กรรมการผู้จัดการ โซนี่ อิเลคทรอนิคส์ เอเชีย แปซิฟิก ประเทศสิงคโปร์ ผู้รับผิดชอบการตลาดในย่านนี้ได้ประกาศก้องว่า ปีนี้โซนี่ไทยจะกลับมาเติบโตอยู่ที่ 12% อีกครั้ง โดยกล่าวสรุปถึงภาพรวมและแนวทางการทำตลาดในภูมิภาคนี้ไว้ 4 แนวทางหลักด้วยกัน คือ

1. Innovative & Quality Product หรือการเน้นจำหน่ายสินค้าคุณภาพสูง อาทิ สินค้าที่มีเทคโนโลยี Full HD
2. Seamless Product Connectivity หรือการพัฒนาสินค้าทุกหมวดให้สามารถเชื่อมต่อความบันเทิงเข้าหากันผ่านระบบต่างๆ อาทิ Home Network, Bluetooth และ Wi-Fi
3. Sony Branding การตอกย้ำความเป็นโซนี่ ผ่านแคมเปญสื่อสารการตลาดล่าสุดอย่าง Feel More Feel Difference เพื่อสร้างภาพพจน์ใหม่ของโซนี่ให้ดูกระปี้กระเปร่าขึ้นกว่าเดิม แบบ Younger, Cool & Trendy
4. Sony United เป็นการนำเสนอประโยชน์การใช้สอยของสินค้าร่วมกันในทุกกลุ่มธุรกิจของโซนี่ทั้งหมด คือ หมวดเครื่องใช้ฟ้า (CE), Notebook (VAIO), Game (Play Station), Music (Sony Music) และ ภาพยนตร์ (Sony Pictures)

ก็เท่ากับว่าโซนี่จะใช้การ Synergy ด้วยการดึงเอาจุดเด่นของแต่ละอุตสาหกรรมมาสร้างเป็นแต้มต่อทางการตลาดให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิม

ที่กล่าวมาคือความเคลื่อนไหวในภาพใหญ่

ส่วนในภาพเล็กที่ต้องเจาะลึกลงไปในรายละเอียดนั้น มร.คาซูโอะ ซูยาม่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ได้หยิบยกเอาคำภาษาญี่ปุ่น 2 คำขึ้นมาบรรยายให้ทุกคนฟังถึงแนวทางการทำธุรกิจ คือ WAZA กับ HEN

WAZA ในภาษาญี่ปุ่นนั้นแปลว่า เทคนิค...


ส่วน HEN นั้น แปลว่า การเปลี่ยนแปลง...

ในปีนี้โซนี่ จะเป็น 2 แนวทางในการบริหารหลักที่โซนี่จะนำเอามาเป็นตัวขับเคลื่อนในตลาดเมืองไทยในสภาวะคลื่นลมแรงอันเนื่องจากอิทธิพลของมรสุมในช่วงนี้

"WAZA เป็นคำที่นิยมใช้ในการแข่งขันกีฬายูโดของญี่ปุ่น หมายถึงวิธีที่จะทำให้ตนเองได้รับชัยชนะ ซึ่งการได้มาซึ่งชัยชนะนั้น ไม่ใช่เวทมนตร์ หากแต่เป็นการหาหนทางใหม่ๆ เพื่อจะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ส่วน HEN นั้น คือการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น หรือ Much More Better" มร.คาซูโอะ อธิบาย

ในส่วนของเทคนิคนั้น โซนี่จะยังคงเน้นให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยีใหม่กับผู้บริโภค เพื่อสร้างหนทางในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำจากสินค้า 5 กลุ่มหลักคือ

1.หมวดภาพ ที่ในปีนี้โซนี่จะยังคงเน้นทำการตลาดในส่วนของ LCD TV BRAVIA โดยจะมีการเพิ่มไลน์สินค้าจากเดิมที่มีเพียง 3 ซีรีย์ เป็น 5 ซีรีย์ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่เทคโนโลยี Full HD

โดยที่ในงานสัมมนาดังกล่าวทางโซนี่เองก็ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีภาพล่าสุดอย่าง OLED ที่มีความหนาเพียง 3 mm. มาโชว์ให้สื่อมวลชนได้สัมผัส ซึ่งสื่อในประเทศไทยถือเป็นประเทศที่สามของโลกที่ได้เห็นของจริง ต่อจากอเมริกา และญี่ปุ่น

2. กล้องดิจิตอล Cyber Shot ที่จะเน้นจุดขายในเรื่องความง่ายของการใช้งาน และเพิ่มโอกาสทางการขายด้วยการกระตุ้นให้แต่ละครอบครัวจะต้องมีกล้องดิจิตอลมากกว่า 1 ตัว

3. กล้องถ่ายวิดีโอ เน้นในเรื่องคุณภาพการเก็บไฟล์ที่มีความละเอียดสูงแบบ Full HD

4. โน้ตบุ๊ค VAIO ที่จะเพิ่มสีสันและความหลากหลายในการใช้งานให้มากกว่าเดิม

5. หมวดเครื่องเสียง จะเน้นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ด้วยการนำเอาระบบ Bluetooth เข้ามาใช้งาน

นอกจากนี้แล้ว โซนี่ก็จะพยายามกระตุ้นการใช้งานข้ามอุปกรณ์ของโซนี่ด้วยกัน ด้วยการ Educated ตลาดผ่านเทคโนโลยีที่มีอยู่ อย่างเช่น การให้ผู้บริโภคถ่ายวิดีโอแบบ Full HD แล้วนำมาใช้โปรแกรมตัดต่อของ VAIO หรือมารับชมผ่าน BRAVIA เป็นต้น

ส่วนเรื่องของการเปลี่ยนแปลงนั้นโซนี่จะเน้นการพัฒนาในเรื่องของการบริการ ทั้งก่อนขาย ด้วยการส่งทีมพิเศษเข้าไปช่วยดีลเลอร์ในการจัดร้านค้าให้โดดเด่นกว่าเดิม รวมไปถึงการจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้กับตัวแทนจำหน่ายเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆของสินค้า

ส่วนบริการหลังการขายก็จะมีการปรับปรุงคุณภาพของ Call Center ให้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงการจัดทำโครงการ My Sony หรือการให้บริการส่วนบุคคลสำหรับสมาชิกโดยเฉพาะ นอกจากนี้แล้วจังจะมีการพัฒนาเว็บไซต์ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

แต่จุดที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ ในการเปิดตัวสินค้าใหม่ครั้งนี้โซนี่มีการหยิบเอาดีไซน์และสีสัน (Color Variation) มาเล่นเป็นพิเศษในตลาด LCD TV

ที่มาของตรงนี้นั้น มร.โยจิ ฮิกาชิดะ ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มการตลาดคอนซูเมอร์ ได้อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาดให้ฟังไว้อย่างน่าสนใจว่า

"ในขณะนี้กลุ่มผู้บริโภควัยรุ่น สินค้าที่เป็น Personal Use ไม่ว่าจะเป็น Portable Music Player, กล้องดิจิตอล, กล้องวิดีโอ และ VAIO สินค้าเหล่านี้ภาพลักษณ์ของโซนี่ค่อนข้างจะตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ดูได้จากยอดขายของ VAIO ในรอบปีที่ผ่านมานั้นพบว่ายอดขาย 60% นั้นมาจากตระกูลสี ขณะที่ 40% นั้นมาจากรุ่นสีมาตรฐาน"

โดยในคราวนี้โซนี่ได้มีการหยิบเอาสีสันเข้าไปแต่งแต้มหมวดภาพใน LCD TV อย่าง BRAVIA S Series ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่ใช้กันทั้งครอบครัวเข้าไปอีกหนึ่งหมวด เพื่อเป็นการขยายกลุ่มลูกค้าของสินค้าหมวดภาพตลาดบนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ LCD TV ที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้มองว่าอิมเมจของ LDC TV ค่ายโซนี่ยังไม่ใช่สินค้าที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง

ทางโซนี่เองก็ยอมรับอย่างเต็มอกว่าภาพลักษณ์ของโซนี่โดยเฉพาะกับสินค้าชิ้นใหญ่ในขณะนี้นั้น ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ค่อนข้างจะเป็นคนวัยทำงานคืออายุเฉลี่ย 30-40 ปี ทำให้ขาดจุดเชื่อมต่อกับกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ๆ ที่มีอายุระหว่าง 15-30 ปี

ทางโซนี่เองก็เคยออกสินค้ามาจับกลุ่มวัยรุ่นมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน คือ ทีวีสี ขนาด 14 นิ้ว ที่เน้นสีสันสดใสเหมือนลูกกวาด ที่ออกมาเพื่อจับตลาดครอบครัวที่ต้องการซื้อทีวีสีขนาดเล็กที่ซื้อมาไว้ในห้องนอนเป็นเครื่องที่ 2 หรือ 3 ในบ้าน ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดี เพียงแต่ว่ายังเป็นการไม้ผลัดที่ดีเท่านั้นเอง

ฉะนั้นการหวนกลับมาให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่นับวันจะมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นในคราวนี้

"ความต่อเนื่อง" จะเป็นคำที่โซนี่ต้องท่องให้ขึ้นใจ...
 
8月28日

“วนิลา” ความลงตัวของ วิสาขา ไรวา

ศศิขวัญ ศรีกระจ่าง
 Positioning Magazine   สิงหาคม 2550

วิสาขา ไรวา ทายาทรุ่นที่สองของเอสแอนด์พี ที่กำลังสร้างความท้าทายให้กับร้านอาหารเก่าแก่ที่มีอายุ 34 ปีแห่งนี้ ด้วยการแตกยอดออกมาเป็นแบรนด์ “Vanilla” ร้านอาหารแนวใหม่ ที่ไม่ได้ขายแค่รสชาติของอาหาร แต่ใส่ทั้งจินตาการและความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่

“...ที่จำได้คือเค้กรูปมิกกี้เมาส์ ...แล้วก็เค้กรูปเด็กผู้หญิงกระโปรงบาน อาจจะเป็นเพราะเรายังเด็ก ก็เลยจำได้แต่ลายการ์ตูนของวอลท์ ดิสนีย์” วิสาขาพาเราย้อนภาพความทรงจำกลับไปที่เฟรมแรกของ S&P ในมโนสำนึกของเด็กหญิงวัย 3 ขวบ “ยิ่งช่วงเทศกาลปีใหม่มี Order เยอะ ต้องไปที่โรงงานทำเค้กกับคุณแม่ ตอนนั้นยังเป็นแค่โรงงานเล็กๆ อยู่เลย”

S&P ร้านแรกในซอยประสานมิตร เปิดกิจการก่อนวิสาขาเกิดเพียง 1 ปี โดยความร่วมมือร่วมใจของคุณแม่ คุณป้า คุณอา ตระกูล ”ไรวา” และ ”ศิลาอ่อน” ในรูปแบบของร้านไอศกรีมเล็กๆ ก่อนที่จะพัฒนาเป็นร้านอาหารและเบเกอรี่ในเวลาต่อมา

วิสาขาเติบโตขึ้นมากับพร้อมๆ กับการขยายตัวของ S&P เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขณะศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เช่นเดียวกันกับช่วงเวลาที่รู้สึกว่าตนเองชอบวิชาภาษาไทย จนเป็นเหตุให้ตัดสินใจเอนทรานซ์เข้าภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ที่นี่ วิสาขาได้เรียนทั้งวรรณคดี ภาษาสันสกฤต และภาษาเขมร ทว่าแนวคิดเดิมกลับเปลี่ยนแปลง เมื่อวิสาขานึกถึงการประกอบอาชีพของตนเองในอนาคต

“งานกราฟิก” คือความสนใจใหม่ที่นำพาวิสาขาไปสู่การเรียน ”พื้นฐานทางศิลปะ” ณ ประเทศอังกฤษ ด้วยความตั้งใจเดิมที่ต้องการจะรับปริญญาตรีทางด้าน Art อีกหนึ่งใบ เธอเดินทางกลับประเทศไทยหลังจากได้รับประกาศนียบัตรจาก Chelsea College of Art และเริ่มต้นการทำงานจาก ”รายการทีวี” เล็กๆ โดยการชักชวนของรุ่นพี่ในวงการบันเทิง “คุณนุสบา ปุณกัณฑ์ แต่ทำได้ 6-7 เดือน ก็กลับมาทำงานที่บ้าน เพราะตอนนั้นคุณพ่อ (วรากร ไรวา) เพิ่งเริ่มทำ S&P Delivery ”

วิสาขาเริ่มงานกับแบรนด์ของครอบครัวด้วยงานผลิต ”สื่อสิ่งพิมพ์” อาทิ โบรชัวร์ โปสเตอร์ ใบปลิว ไปจนถึงที่รองจาน โดยชวนเพื่อนๆ น้องๆ ที่จบจากอังกฤษมาทำงานด้วยกันเป็น Teamwork

กระทั่งได้รับโจทย์ใหม่ที่ท้าทายยิ่งขึ้นกับการออกแบบ “Packaging” วิสาขาจึงอาศัยการเรียนรู้งานผ่านประสบการณ์จากการทำงานจริง “ตอนนั้นรู้สึกว่ายากมาก เพราะแต่เดิมเราออกแบบแค่งาน 2 มิติ ส่วนใหญ่เลยอาศัยความรู้จากการเอาตัวอย่างไปสอบถาม Supplier”

การออกแบบบรรจุภัณฑ์ของวิสาขาและทีมงาน สะท้อนให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของแบรนด์ S&P จากเดิมที่มีดีไซน์เรียบง่าย มีบุคลิกเป็นผู้ใหญ่ กลายเป็นความสดใสและน่ารักสไตล์วัยรุ่น “ผู้ใหญ่ไม่ได้บังคับค่ะว่าเป็นทายาทแล้วต้องมาทำงานให้ S&P ใครอยากทำงานส่วนตัวก็ทำได้ แต่อย่างน้องสาวจอมก็ไปเรียนการทำเค้กมา ก็จะมาช่วยในส่วนที่ตัวเองชอบ”

5 ปีกับการสั่งสมประสบการณ์ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้กับ S&P ทำให้เธอและเพื่อนในทีมครีเอทีฟ เริ่มมีความต้องการที่จะสร้างแบรนด์ของตนเอง “มันรู้สึกว่าถึงจุดอิ่มตัว เราอยากทำอะไรที่นอกเหนือไปจากบรรจุภัณฑ์ อยากคิด Product อยากคิด Display หน้าร้าน อยากคิดอะไรให้มันกว้างขึ้น“

“Vanilla” แบรนด์น้องใหม่ภายใต้แรงสนับสนุนหลักอย่าง S&P คือ ”ผลลัพธ์” ของแนวคิดในครั้งนั้น “ขอผู้ใหญ่สร้างแบรนด์ใหม่ เพราะ S&P มีคอนเซ็ปต์และการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเดิมที่ชัดเจนอยู่แล้ว ที่ใช้ชื่อ Vanilla เพราะต้องการสื่อถึงกลิ่นหอมที่ทำให้นึกถึงขนมหวาน ซึ่งจะเป็นสินค้าหลักของเรา”

จวบจนปัจจุบัน ร้านอาหารภายใต้ชื่อแบรนด์ Vanilla ของวิสาขา ไรวา มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 แห่ง 4 คอนเซ็ปต์ เรียกได้ว่าเธอเปิด Vanilla สาขาใหม่ทุกๆ ปี โดยแต่ละสาขาคือ ”ตัวตน” ของเธอใน ”แต่ละวัย”

สาขาแรกในชื่อ “Vanilla Industry” และ สาขาล่าสุด “Vanilla Garden” คือความ”ท้าทายที่สุด” สำหรับเธอ “สำหรับร้านแรก ตอนนั้นอยากได้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่นหรือคนที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกับตัวเองหน่อย เลยขอแบ่งพื้นที่ของ S&P ที่สยามฯ ซอย 11 มีทีมงานคือเพื่อนๆ น้องๆ ที่ทำ Packaging ด้วยกัน”

ส่วนความท้าทายของ “Vanilla Industry” อยู่ที่การ ”เริ่มต้นสร้างแบรนด์” ด้วยอุปสรรคสำคัญคือ พื้นที่อันจำกัดของร้าน “เราได้พื้นที่มา 3 ชั้น ชั้น 1 ด้วยความที่ต้องรักษาหน้าร้าน S&P เดิมเอาไว้ จึงได้มาครึ่งคูหา ใช้ขายพวกของที่ระลึกเกี่ยวกับการทำอาหาร แล้วก็พวกของตกแต่งหน้าเค้กที่ทำได้ด้วยตัวเอง ชั้น 2 มีที่กว้างขึ้น เลยทำเป็นร้านอาหาร มีห้องผลิตเค้ก ส่วนชั้น 3 เป็นชั้นเรียนสอนทำอาหาร”

กับเงินลงทุน 10 ล้านบาท โดยการสนับสนุนของ S&P วิสาขาพบว่าการสร้างแบรนด์เป็นไปได้ด้วยความยากลำบาก

“ช่วง 2-3 เดือนแรกไม่มีคนเข้าร้าน ใจเสียมาก เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าชั้นสองมีร้านอาหารอยู่” แต่ด้วยคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างของ Vanilla Industry อย่าง “DIY Bakery และ Cooking Workshop” ทำให้เป็นที่รู้จักของนิตยสารจนมีการติดต่อเข้ามากว่า 80 เล่ม

ทั้งนี้ Chef ที่รังสรรค์รสชาติเค้กให้แบรนด์ Vanilla มิใช่ใครอื่นไกล “พอดีน้องกราฟิกในทีมเค้าอยากผันตัวเองมาทำเค้ก เลยส่งไปเรียนกับ S&P แล้วค่อยมาครีเอตสูตรเฉพาะร้านเราอีกที” เค้กของ Vanilla แตกต่างจากของ S&P ทั้งด้าน ”คอนเซ็ปต์” ที่ต้องเป็นเค้ก “Home Made” และด้านการใช้ ”วัตถุดิบ” ที่ดีกว่า ส่งผลไปถึงการตั้งราคาที่สูงขึ้น

จาก Vanilla Industry โทนสีเขียว-เหลืองในสยามสแควร์ วิสาขาได้โอกาสจาก Playground ทองหล่อ เปิดร้านอาหารที่เน้นความหลากหลายของเมนู กับเนื้อที่ที่มากขึ้น ในชื่อ “Vanilla Restaurant” ตามมาด้วย “Vanilla Brasserie” ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กับสไตล์การตกแต่งแบบฝรั่งเศส ที่มีจุดขายคือ ”เครป”

“Vanilla Garden” ที่เพิ่งเปิดบริการได้เพียงเดือนกว่า คืออีกโจทย์ที่ท้าทายวิสาขา ไรวา “มันติดอยู่ในใจว่าอยากทำร้านอาหาร Stand Alone มีที่นั่ง Outdoor กำหนดเวลาเปิด-ปิดเองได้ ไม่ใช่เวลาห้าง”

...บ้านเก่า 2 หลัง กับต้นมะม่วง 1 ต้น ในเนื้อที่ไร่กว่าๆ ของย่านเอกมัยซอย 12 ทำให้วิสาขา และ ”ฐิติพงษ์ ยั่งยืน” เพื่อนผู้ร่วมสร้าง Vanilla มาแต่แรก เกิดไอเดียที่จะทำเป็นร้านอาหาร 2 สไตล์ โดยบ้านสีขาวด้านหน้าเป็นร้านอาหารจีน ”ติ่มซำ” มีพนักงานแต่งตัวเป็น ”เสี่ยวเอ้อ” ให้บรรยากาศแบบ ”โรงเตี๊ยมผสมโรงรับจำนำ” คั่นด้วยสวนโปร่งๆ สำหรับเดินเล่น ก่อนถึงตัวบ้านในยุค ‘50

บ้านอีกหลัง ซึ่งดัดแปลงเป็น Caf? เสิร์ฟอาหารสไตล์ญี่ปุ่น-อิตาเลียน พร้อมกันนี้ วิสาขาได้สร้างอาคารใหม่สไตล์ Loft เพื่อเป็น ”ร้านจำหน่ายหนังสือ” 3 หมวดที่เธอชอบ ได้แก่ ศิลปะ, การทำอาหาร และวรรณกรรมไทย โดยนำไอเดียการห่อปกแบบญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ เบ็ดเสร็จสาขานี้ ลงทุนไปไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท กับความท้าทายที่เธอไม่เคยทำร้านอาหารสไตล์เอเชียมาก่อน

แม้ S&P จะให้การสนับสนุน Vanilla ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเงินลงทุน, บุคลากร, Know-how และ Operation แต่ความสำเร็จของ Vanilla ในวันนี้คงมิอาจเกิดขึ้นได้หากขาดกระบวนการ ”สร้างสรรค์ทางความคิด” และความสามารถเชิง ”ทัศนศิลป์” ของวิสาขา ไรวา และทีมเพื่อน โดยสิ่งหนึ่งที่ S&P และ Vanilla มีจุดร่วมเดียวกัน คือ แนวคิดการทำงานที่เกิดจากความสนิทสนมของความเป็นพี่น้อง เสมือนหนึ่งคนในครอบครัว